เร่งการลงทุน พา ศก.ไทยพ้นภัยช่วงไวรัส

Thai-Customs-era

ตอนนี้ต้องบอกว่าเรื่องราวของโควิท 19 ได้ซาลงไปแล้ว ต้องขอขอบพระคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือกันจนจัดการควบคุมโรคดังกล่าวให้ลดระดับลงมาได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องแลกมากับการเอาชนะโควิท 19 ได้นั่นก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจถดถอยลงไปเยอะเลย อย่างไรก็ตามพอโควิท 19 ลดระดับลง ภาครัฐจึงต้องวางมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น

ภาครัฐและการลงทุน

เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด ก็ต้องเป็นทางภาครัฐเองที่จะต้องเป็นเจ้าภาพ ต้นทางในการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการลงทุนของรัฐบาลจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูงมาก บวกกับการลงทุนจะเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตดีขึ้น นอกจากจะนั้นยังมีมิติอื่นที่จะลงทุนเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบมากมาย สำหรับโครงการที่เกิดขึ้นนั้นทางรัฐบาลได้เตรียมอะไรเอาไว้บ้าง

เจ้าภาพแม้จะเป็นในนามของรัฐบาล มองภาพย่อยออกไปจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อย ตามกระทรวงนั่นก็คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยกระทรวงทั้งหมดจะมาออกความคิดเห็นร่วมกันเพื่อสร้างมาตรการบางอย่างออกมาลงทุน เพราะมาตรการที่ภาครัฐนำเสนออกมานั้นไม่ได้ส่งผลต่อภาครัฐอย่างเดียว ยังส่งผลต่อภาคเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนต่อเนื่องจากภาครัฐตั้งไว้ด้วย

โครงการรถไฟฟ้า

รถไฟฟ้าถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีผลต่อระบบขนส่งสาธารณะ ระบบคมนาคมของคนเมืองอย่างมาก เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าขยายออกไป ทางรัฐจึงได้เลือกที่จะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงระยะทางศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ฯ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 35.9 กิโลเมตร โครงการนี้มีมูลค่ามากถึง 142,789 ล้านบาท โครงการนี้จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ซึ่งโครงการนี้ระหว่างสร้าง จนถึงสร้างเสร็จจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในบริเวณที่สร้างโครงการตลอดเส้นทางรถไฟได้ดีเลย

Thai-Customs-era-pic

มาตรการหักรายจ่ายเพื่อการลงทุน

มาตรการต่อไปเป็นแนวคิดจากกระทรวงการคลังที่มีการนำเสนอแพ็คเกจเกี่ยวกับมาตรการพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน โดยมาตรการนี้แนวคิดจะให้ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรได้ 250% หรือ 2.5 เท่าของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง นอกจากนั้นยังมีการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอีกด้วย

แน่นอนว่าการใช้มาตรการตัวนี้มีทั้งผลดีและเสียในตัวเดียวกัน หากมองในด้านตัวเลขมาตรการนี้จะทำให้รัฐเสียรายได้มากถึง 8.6 พันล้านบาท แต่ก็เป็นการแลกเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง บวกกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่น่าจะทำให้เกิดเงินลงทุนมากถึง 1.1 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะทำให้เศรษฐกิจของไทยเกิดการขยายตัวเพิ่มจีดีพีอีกประมาณ 0.25%

การใช้ยาแรงกับความคาดหวัง

ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตัวนี้ถือว่าเป็นยาแรงมาก ด้วยงบลงทุนที่มหาศาลเลย ยังไม่นับการเสียเงินที่ควรจะได้ไปอีกหลายบาท แต่อย่างไรก็ตามเงินลงทุนขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นยาแรงที่มาพร้อมกับความคาดหวังมากทีเดียว เพราะหากมาตรการดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้นต้องบอกเลยว่า รัฐบาลไทยเองเจอปัญหาใหญ่มาก ซึ่งหากไม่ต้องการจะให้เกิดความผิดพลาดการใช้งบประมาณนั้นจะต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ บวกกับการใช้เม็ดเงินจะต้องไม่เอื้อเฟื้อประโยชน์แต่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

จากมาตรการดังกล่าวที่ทางภาครัฐจะนำเสนอนั้น ก็ต้องมาดูต่อไปว่า พอเอาเค้าจริงภาครัฐจะลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากทำได้นโยบายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ฟุบลงไปพอสมควรจากวิกฤติโควิท 19 แต่ถ้าหากทำไม่ได้บอกเลยว่า หายนะ เศรษฐกิจไทยอยู่ไม่ไกลแล้ว หวังว่าเราจะไม่เจอแบบนั้น