Meeting-communication

วิธีการสื่อสารและการใช้ภาษาในการประชุม มีอะไรบ้าง

อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการประชุม นั่นก็คือ เรื่องของการสื่อสารของเรา และการรับฟังเรื่องราวการประชุมที่เกิดขึ้น หากเรามีทักษะการสื่อสารที่ดีจะทำให้เราสามารถนำเสนอหัวข้อ เนื้อหา ตามที่เราต้องการได้ ทักษะนี้สำคัญมาก หากเราเป็นผู้ที่นำเสนอได้ดีในที่ประชุมนั่นเท่ากับว่าเป็นการโปรโมทตัวเองต่อคนหมู่มากในองค์กรด้วย หากทำได้ดีและมีผลงานภายนอกการประชุมมาประกอบกัน บอกได้เลยว่าไปรุ่งแน่นอน คราวนี้เรามาดูกันว่าวิธีการสื่อสารและการใช้ภาษาในที่ประชุมมีอะไรบ้าง

การใช้ภาษา

เรื่องสำคัญเลยของการสื่อสาร นั่นก็คือเรื่องของภาษา คำแนะนำก็คือว่าหากเป็นการประชุมภายในองค์กร ภาษาที่เลือกใช้ควรเป็นภาษากึ่งทางการจะเหมาะสมที่สุด การใช้ภาษาทางการเกินไปจะทำให้เราเองนั่นแหละนำเสนองาน หรือ ข้อคิดเห็นนั้นไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไร หรือ หากไม่เป็นทางการเลย มันก็จะดูเหมือนเรื่องนั้นไม่สำคัญ ดูเหมือนพูดกับเพื่อนเล่นจนขาดความเคารพเพื่อนร่วมการประชุมไปไม่ควร

มารยาทในการสื่อสาร

การประชุมเป็นการสื่อสารกันในวงกว้างและคนหมู่มาก เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ มารยาทในการสื่อสาร เรื่องนี้เราต้องมีด้วยหากมารยาทไม่ดีก็เหมือนเริ่มต้นไม่ดีแล้วทำให้คนติดภาพลบกับเราตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มนำเสนอด้วยซ้ำไป คำแนะนำเรื่องมารยาทก็คือ ก่อนจะพูดต้องยกมือหากท่านประธานอนุญาตให้พูดได้จึงพูด สองถ้าหากการประชุมเป็นกลุ่มใหญ่ ก่อนจะพูดควรแนะนำตัวเองคร่าวๆก่อนว่าเป็นใครมาจากไหน นำเสนอเรื่องอะไร ระหว่างพูดไม่ควรชี้นิ้ว ชี้หน้าไปยังบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพอย่างมาก พอพูดจบควรลงท้ายด้วยคำขอบคุณท่านประธานในการนำเสนอครั้งนี้ หากทำได้ตามมารยาทพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้สิ่งที่เรานำเสนอมีคนฟังมากขึ้น

Meeting-communication-pic

เคล็ดลับการสื่อสารในที่ประชุม

เมื่อเราได้มีโอกาสนำเสนอ หรือ แสดงความคิดเห็นบางอย่างที่ประชุม เราจะทำอย่างไรให้มันประสบความสำเร็จ เรามีเคล็ดลับแบบง่ายให้ไปลองใช้กัน หนึ่งเลยการนำเสนอสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้น ควรพูดให้สั้น กระชับ เห็นภาพมากที่สุด อย่าลืมว่าการประชุมแต่ละครั้งใช้เวลานานมาก หากเราอารัมภบทสิ่งที่ต้องการจะพูดนานไป จะทำให้การพูดของเราเข้าทำนองว่า น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ไร้คุณภาพ อยากนำเสนออะไรพูดไปให้ชัดเจน สั้นกระชับ จะได้ผลมากกว่า สองน้ำเสียงในการพูดนำเสนอควรเป็นไปด้วยน้ำเสียงที่มีความหนักแน่น มั่นใจ เสียงดังฟังชัด เพราะน้ำเสียงที่ดีและดูมั่นใจ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการสื่อสารสิ่งที่เรานำเสนอออกไปว่าเราหมายความว่าอย่างนั้นจริง เราเชื่อว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริง หากเราไม่มั่นใจความคิดเห็นของเราแม้จะดีแต่มันจะดูแย่ รวมถึงบุคลิกภาพของเราจะดูแย่ไปด้วย

การใช้คำเฉพาะ (บางครั้ง)

หากเป็นการประชุมเฉพาะทาง เฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีพ หรือ กลุ่มงานบริหาร เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยกับคำศัพท์บางอย่างที่อาจจะต้องยกมาเพื่อทำให้ความเข้าใจ สื่อถึงสิ่งที่ต้องการจะนำเสนอมากขึ้น การใช้คำศัพท์เหล่านี้ต้องดูให้ดีด้วย หากใช้มากเกินไปจะทำให้การนำเสนอของเราเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าหากไม่ใช่เลย เราก็ต้องมาเสียเวลาอธิบายอีกซึ่งจะเสียเวลาการนำเสนอของเราไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ การซ้อม หากเราต้องการจะนำเสนอในที่ประชุม มีการสื่อสารที่ดี ของเหล่านี้ต้องฝึกฝนอยู่เสมอทั้งในการซ้อมส่วนตัว และการซ้อมในสถานการณ์จริง อย่ากลัวที่จะกล้านำเสนอ จริงอยู่ว่าการนำเสนอ สื่อสารบางครั้งเราอาจจะทำได้ไม่ดี แต่คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ ยิ่งทำบ่อย เดี๋ยวมันก็ต้องดีขึ้นเองแหละ

IT-economy

สรุปภาวะเศรษฐกิจไอทีล่าสุด

ต้องบอกว่าปีนี้เรื่องราวของเศรษฐกิจถือว่าช้ำหนักเลยทีเดียว เนื่องจากว่ามีอะไรหลายอย่างเข้ามากระทบทำให้เศรษฐกิจไทยของเราเป๋าไปเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในอย่างด้านการเมืองที่เหมือนจะยังไม่สะเด็ดน้ำ มีวาระซ่อนเร้นให้เราได้พูดถึงกันตลอด หรือจะเป็นภาพใหญ่ระดับโลกอย่าง โควิท 19 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟุบหนักเหมือนกัน ด้านไอทีที่ดูเหมือนจะมีทั้งผลด้านบวกและลบในคราวเดียวกันจากสถานการณ์ดังกล่าว มีเรื่องราวหรือข่าวอะไรที่น่าติดตามบ้างเราสรุปมาให้แล้ว

ชิ้นส่วนยังขายดี

ต้องยอมรับว่า นโยบายทางด้านเศรษฐกิจไอทีของไทยเรานั้น หลายคนอาจจะมองว่าแปลกที่เราไม่เน้นการสร้างสินค้าที่เป็นแบนด์ในประเทศตัวเองสักเท่าไร เน้นการผลิตชิ้นส่วนขายมากกว่า แต่นโยบายนี้กับเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ไม่ว่าจะยังไงก็ยังคงมีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่ขายดีเสมอ นั่นทำให้ความต้องการชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางด้านไอทีไม่ได้ลงลงไปมาก หากถัวเฉลี่ยรวม ผลที่ได้ทำให้บางโรงงานที่ทำชิ้นส่วนทางด้านไอที ยังพอถูไถไปรอดอยู่ แต่หากปล่อยไว้อาการทรงๆแบบนี้ก็ไม่ดีระยะยาวด้วยเหมือนกัน

การเก็บภาษี

ข่าวที่ต้องบอกว่ากำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมทางด้านไอทีให้กับเราอย่างมากก็คือ การจัดเก็บภาษีพวกแพลตฟอร์มต่างๆที่เข้ามาในประเทศไทย เอาจริงมันก็ควรจะเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว เม็ดเงินภาษีตรงนี้จากที่ข่าวออกมาคาดกันว่าจะมากถึง 3,000 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ก็ต้องมาดูว่าการเก็บภาษีจะออกมาในรูปแบบไหน และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แพลตฟอร์มนั้นหรือไม่ ในฐานะผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการใช้งานเพื่อการค้าอย่างกลุ่มค้าขายออนไลน์ หรือ ทำยูทูปเบอร์ รีวิว แคสเกม กลุ่มคนที่ทำรายได้เหล่านี้อาจจะต้องโดนค่าใช้จ่ายเพิ่มคืนให้กับแพลตฟอร์มนั้น

IT-economy-pic

ระบบข้อมูลเฟื่องฟู

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจทางด้านไอที กลุ่มที่มาแรงสุดในชั่วโมงนี้ต้องเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทางด้านข้อมูลต่างๆ บอกเลยว่ามาแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เก็บข้อมูลผู้ใช้งาน ผ่านช่องทางต่างๆ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้สามารถแปลผลเป็นกิจกรรมทางการตลาดที่ตรงใจผู้บริโภคได้มากที่สุด การที่เรารู้สึกว่าโปรโมชั่นของสินค้า หรือร้านค้าแบรนด์ดัง ดูจะถูกใจเราเป็นพิเศษทั้งของแถม ส่วนลด ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันถูกคำนวณจากข้อมูลทุกอย่างของเราที่ถูกบันทึกไว้ในโลกออนไลน์หมดแล้ว การซื้อขายข้อมูลลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจึงมีความสำคัญต่อนักการตลาดในแบรนด์นั้นมาก

อุปกรณ์เพื่อทำงานที่บ้าน

จากวิกฤติโควิท 19 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการทำงานแบบใหม่ที่เรารู้จักกันดีว่า WFH ย่อมาจาก Work from home การทำงานที่บ้าน แน่นอนว่าเราต้องทำงานที่บ้านจากวิกฤติโควิท 19 ที่ทำให้เราออกจากบ้านไม่ได้ แต่เชื่อว่าพอหมดโควิท 19 ไปแล้ว หลายออฟฟิศ หลายการทำงานอาจจะคงวิธีการทำงานแบบ WFH อยู่เพราะว่าบริษัทได้ลดต้นทุนการทำงานลงไปเยอะ (อย่างน้อยก็ค่าไฟ) ส่วนพนักงานเองก็ไม่ต้องมาเผชิญกับรถติด และสามารถจัดการชีวิตได้มากขึ้นกว่าเดิม การมาของ WFH ทำให้เศรษฐกิจไอทีเกี่ยวกับอุปกรณ์การทำงานเฟื่องฟูขึ้นเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, เครื่องปริ้นเตอร์, เครื่องมือการรับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ก็คงจะขายดีไปอีกสักพักเลยหลังจากซบเซาไปนานมาก อีกเรื่องที่มาคู่กันขายดีเป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับองค์กรที่สามารถทำงานได้บนวิถี WFH เหล่านี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจไอทีที่มีทั้งเรื่องดีและแย่ปนกันไป ในช่วงวิกฤติโควิท 19

Thai-Customs-era

เร่งการลงทุน พา ศก.ไทยพ้นภัยช่วงไวรัส

ตอนนี้ต้องบอกว่าเรื่องราวของโควิท 19 ได้ซาลงไปแล้ว ต้องขอขอบพระคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือกันจนจัดการควบคุมโรคดังกล่าวให้ลดระดับลงมาได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องแลกมากับการเอาชนะโควิท 19 ได้นั่นก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจถดถอยลงไปเยอะเลย อย่างไรก็ตามพอโควิท 19 ลดระดับลง ภาครัฐจึงต้องวางมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น

ภาครัฐและการลงทุน

เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด ก็ต้องเป็นทางภาครัฐเองที่จะต้องเป็นเจ้าภาพ ต้นทางในการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการลงทุนของรัฐบาลจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูงมาก บวกกับการลงทุนจะเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตดีขึ้น นอกจากจะนั้นยังมีมิติอื่นที่จะลงทุนเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบมากมาย สำหรับโครงการที่เกิดขึ้นนั้นทางรัฐบาลได้เตรียมอะไรเอาไว้บ้าง

เจ้าภาพแม้จะเป็นในนามของรัฐบาล มองภาพย่อยออกไปจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อย ตามกระทรวงนั่นก็คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยกระทรวงทั้งหมดจะมาออกความคิดเห็นร่วมกันเพื่อสร้างมาตรการบางอย่างออกมาลงทุน เพราะมาตรการที่ภาครัฐนำเสนออกมานั้นไม่ได้ส่งผลต่อภาครัฐอย่างเดียว ยังส่งผลต่อภาคเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนต่อเนื่องจากภาครัฐตั้งไว้ด้วย

โครงการรถไฟฟ้า

รถไฟฟ้าถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีผลต่อระบบขนส่งสาธารณะ ระบบคมนาคมของคนเมืองอย่างมาก เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าขยายออกไป ทางรัฐจึงได้เลือกที่จะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงระยะทางศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ฯ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 35.9 กิโลเมตร โครงการนี้มีมูลค่ามากถึง 142,789 ล้านบาท โครงการนี้จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ซึ่งโครงการนี้ระหว่างสร้าง จนถึงสร้างเสร็จจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในบริเวณที่สร้างโครงการตลอดเส้นทางรถไฟได้ดีเลย

Thai-Customs-era-pic

มาตรการหักรายจ่ายเพื่อการลงทุน

มาตรการต่อไปเป็นแนวคิดจากกระทรวงการคลังที่มีการนำเสนอแพ็คเกจเกี่ยวกับมาตรการพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน โดยมาตรการนี้แนวคิดจะให้ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรได้ 250% หรือ 2.5 เท่าของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง นอกจากนั้นยังมีการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอีกด้วย

แน่นอนว่าการใช้มาตรการตัวนี้มีทั้งผลดีและเสียในตัวเดียวกัน หากมองในด้านตัวเลขมาตรการนี้จะทำให้รัฐเสียรายได้มากถึง 8.6 พันล้านบาท แต่ก็เป็นการแลกเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง บวกกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่น่าจะทำให้เกิดเงินลงทุนมากถึง 1.1 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะทำให้เศรษฐกิจของไทยเกิดการขยายตัวเพิ่มจีดีพีอีกประมาณ 0.25%

การใช้ยาแรงกับความคาดหวัง

ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตัวนี้ถือว่าเป็นยาแรงมาก ด้วยงบลงทุนที่มหาศาลเลย ยังไม่นับการเสียเงินที่ควรจะได้ไปอีกหลายบาท แต่อย่างไรก็ตามเงินลงทุนขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นยาแรงที่มาพร้อมกับความคาดหวังมากทีเดียว เพราะหากมาตรการดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้นต้องบอกเลยว่า รัฐบาลไทยเองเจอปัญหาใหญ่มาก ซึ่งหากไม่ต้องการจะให้เกิดความผิดพลาดการใช้งบประมาณนั้นจะต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ บวกกับการใช้เม็ดเงินจะต้องไม่เอื้อเฟื้อประโยชน์แต่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

จากมาตรการดังกล่าวที่ทางภาครัฐจะนำเสนอนั้น ก็ต้องมาดูต่อไปว่า พอเอาเค้าจริงภาครัฐจะลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากทำได้นโยบายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ฟุบลงไปพอสมควรจากวิกฤติโควิท 19 แต่ถ้าหากทำไม่ได้บอกเลยว่า หายนะ เศรษฐกิจไทยอยู่ไม่ไกลแล้ว หวังว่าเราจะไม่เจอแบบนั้น